งานประกันคุณภาพภายใน
งานประกันคุณภาพภายใน
การประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา
          การประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งของสถานศึกษา ซึ่งสถานศึกษาควรต้องปฏิบัติให้เป็นงานปกติ เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานมาเรียนที่สถานศึกษา เป็นสร้างความมั่นใจให้แก่ชุมชน และสังคมว่าจะได้เยาวชนที่เป็นคนที่มีคุณภาพตามนโยบายของรัฐบาล ขอขอบคุณผู้ให้ข้อมูลทุกท่านในการจัดทำเอกสารนี้ และเอกสารนี้ ไม่มีลิขสิทธิ์ ขอเชิญท่านที่สนใจ นำไปใช้ และเผยแพร่เพื่อประโยชน์ทางการศึกษาได้
หลักการของการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา
สถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและหน่วยงานต้นสังกัด ควรดำเนินการให้ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีความรู้ความเข้าใจ และปฏิบัติตามหลักการของการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ดังนี้
๑. การประกันคุณภาพ เป็นหน้าที่ของบุคลากรทุกคนที่ต้องปฏิบัติงานตามภารกิจที่แต่ละคนได้รับมอบหมาย เพื่อให้ผู้เรียน และสถานศึกษามีคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลา
๒. การประกันคุณภาพ มุ่งพัฒนาการดำเนินงานตามความรับผิดชอบของตนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เพราะผลการพัฒนาของแต่ละคนก็คือ ผลรวมของการพัฒนาทั้งสถานศึกษา  
๓. การประกันคุณภาพ เน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำเพื่อเตรียมรับการประเมินเป็นครั้งคราวเท่านั้น          
๔. การประกันคุณภาพ ต้องเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่สามารถว่าจ้างหรือขอให้บุคคลอื่น ๆ ดำเนินการแทนได้
๕. การประกันคุณภาพ ต้องเกิดจากการยอมรับ และนำผลการประเมินคุณภาพการศึกษาไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
ในการดำเนินการประกันคุณภาพภายในอย่างเป็นระบบ ตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา ๒๕๕๓ ข้อ 14 ระบุว่า “ให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในตามหลักเกณฑ์ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักการมีส่วนร่วมของชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน  โดยการส่งเสริม  สนับสนุน  และกำกับดูแลของหน่วยงานต้นสังกัด โดยดำเนินการดังต่อไปนี้
๑. กำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๒. จัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๓. จัดระบบบริหารและสารสนเทศ
๔. ดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
๕. จัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา
๖. จัดให้มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๗. จัดทำรายงานประจำปีที่เป็นรายงานประเมินคุณภาพภายใน
๘. จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง”
การกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
ในการกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา อาจจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้
๑. แต่งตั้งคณะทำงานรับผิดชอบ ดูแล การกำหนดมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๒. วิเคราะห์นโยบายการจัดการศึกษาของประเทศ มาตรฐานการศึกษาของชาติ มาตรฐานการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาตรฐานการศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา มาตรฐานอื่น ๆ ที่สถานศึกษาเกี่ยวข้องอีก เช่น โรงเรียนมาตรฐานสากล โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนคุณธรรม ฯลฯ ความต้องการของสังคม ชุมชน และบริบทของสถานศึกษา
๓. จัดทำมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาโดยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่มคน
๔. ประชาพิจารณ์มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยผู้ปฏิบัติในสถานศึกษา และผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม
๕. ปรับปรุงมาตรฐานการศึกษา โดยนำข้อเสนอแนะจากการประชาพิจารณ์ มาปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของสถานศึกษา
๖. ขอความเห็นชอบมาตรฐานการศึกษาจากคณะกรรมการสถานศึกษา
๗. ประกาศมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบ และนำไปเป็นเป้าหมาย และแนวทาง         ในการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน และสถานศึกษา หลังจากได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษา
๘. กำหนดค่าเป้าหมายสำหรับแต่ละมาตรฐานการศึกษาตั้งแต่ต้นปีการศึกษา ทุกปีการศึกษา เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาทุกคน ยึดถือเป็นเป้าหมายของการดำเนินงานที่รับผิดชอบ ให้บรรลุเป้าหมายของแต่ละมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งค่าเป้าหมายสำหรับแต่ละมาตรฐานการศึกษา เกิดจากการร่วมกันศึกษาผลการดำเนินงานจากอดีตของสถานศึกษา แล้วกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานสำหรับปีการศึกษาปัจจุบัน ทุกมาตรฐานการศึกษา  และขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน แล้วจึงประกาศให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติ
          ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องให้ใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา ลงวันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๕๙ ให้ใช้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการเทียบเคียงสำหรับสถานศึกษา และหน่วยงานต้นสังกัด ในการพัฒนา ส่งเสริม สนับสนุน กำกับดูแล และติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา ซึ่งมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานดังกล่าว มีดังนี้
          มาตรฐานที่ ๑ คุณภาพของผู้เรียน
          มาตรฐานที่ ๒ กระบวนการบริหารและการจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา
          มาตรฐานที่ ๓ กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
          มาตรฐานที่ ๔ ระบบการประกันคุณภาพภายในที่มีประสิทธิผล
การจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
          อาจจะดำเนินการ ดังนี้
๑. วิเคราะห์ปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา โดยระดมความคิดจากผู้เกี่ยวข้อง (ผู้แทนผู้เรียน ครู ผู้บริหาร ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนคณะกรรมการสถานศึกษา ฯลฯ) วิเคราะห์บริบท สภาพปัญหา และความต้องการจำเป็นของสถานศึกษา โดยวิธี SWOT Analysis คือ รวบรวมข้อมูลปัจจัยภายใน เช่น ผู้บริหาร การบริหารจัดการ หลักสูตรฯ การจัดการเรียนการสอน ผู้เรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา สื่อการเรียนการสอน แหล่งเรียนรู้ อาคารสถานที่ งบประมาณ ผู้ปกครอง คณะกรรมการสถานศึกษา ชุมชน ฯลฯ ที่เป็นจุดแข็ง (Strength) จุดอ่อน (Weakness) ของสถานศึกษา  และวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เช่น กฎหมาย กฎ ระเบียบ นโยบาย ฯลฯ ที่เกี่ยวข้อง และกระทบต่อการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งเป็นข้อมูลในการพิจารณาเป็น โอกาส (Opportunity) และอุปสรรค (Threat) ในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
๒. กำหนดกิจกรรมในการพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษา โดยจับคู่ระหว่างปัจจัยภายใน และปัจจัย
ภายนอก แล้วกำหนดกิจกรรมในการพัฒนาสถานศึกษา โดยอาจจะใช้ตารางวิเคราะห์ ดังนี้
ปัจจัยภายใน
 
ปัจจัยภายนอก
S1………………………………………
S2………………………………………
S3………………………………………
W1………………………………………
W2………………………………………
W3………………………………………
O1………………………………………
O2………………………………………
O3………………………………………
SO-จัดเป็นกิจกรรมใช้จุดแข็งแสวงหาประโยชน์จากโอกาส WO-จัดเป็นกิจกรรมเอาชนะจุดอ่อน เพื่อแสวงประโยชน์จากโอกาส
T1………………………………………
T2………………………………………
T3………………………………………
ST-จัดเป็นกิจกรรมใช้จุดแข็งเพื่อหลบหลีกอุปสรรค WT-จัดเป็นกิจกรรมลดจุดอ่อนและหลีกเลี่ยงอุปสรรค
๓. กำหนดทิศทางการบริหารจัดการสถานศึกษา โดยสังเคราะห์กิจกรรมทั้งหมด ที่ได้จากข้อ ๒ แล้วสังเคราะห์เป็นวิสัยทัศน์ของสถานศึกษา กำหนดพันธกิจ (ตามภาระหน้าที่ของสถานศึกษา และภารกิจที่จะต้องดำเนินการให้บรรลุวิสัยทัศน์) กำหนดเป้าหมาย (คุณภาพของผู้เรียน) พร้อมตัวชี้วัดความสำเร็จ และกลยุทธ์พร้อมตัวชี้วัดความสำเร็จ และกำหนดโครงการ กิจกรรมในแต่ละปีการศึกษา ตามกลยุทธ์แต่ละข้อ ที่กำหนด พร้อมทั้งกำหนดแผนงบประมาณในแต่ละปีการศึกษา เพื่อพัฒนาสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมายของมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๔. กำหนดแหล่งวิทยาการภายนอก (แหล่งเรียนรู้ ผู้เชี่ยวชาญ และครูภูมิปัญญา) ที่ให้การสนับสนุนด้านวิชาการแก่สถานศึกษา รวมทั้งแหล่งเรียนรู้ภายใน และภายนอก แล้วจัดทำเป็นรายการ หรือจัดทำเป็นทำเนียบไว้ เพื่อสะดวกต่อการค้นหา และนำมาใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
          ๕. กำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของสถานศึกษา  ได้แก่ บทบาทหน้าที่ของผู้บริหารสถานศึกษา ครู ผู้เรียน บุคลากรทางการศึกษา บิดา มารดา และผู้ปกครอง และบทบาทหน้าที่ขององค์กรชุมชน ในการพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษา
 
การจัดระบบบริหารและสารสนเทศ
การจัดระบบการบริหารจัดการสถานศึกษา
จัดระบบบริหารของสถานศึกษา โดยแบ่งงานรับผิดชอบเป็นฝ่าย หรือกลุ่มงานตามความเหมาะสม ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาสถานศึกษา ตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และการบริหารจัดการงานทั่วไปของสถานศึกษา
          การบริหารจัดการ ควรยึดหลักการบริหารจัดการ ดังนี้
  1. ใช้การบริหารจัดการที่มีมาตรฐานสากล เช่น ISO9000 เกณฑ์คุณภาพแห่งชาติ (Thailand
Quality Award-TQA) ฯลฯ เพื่อมุ่งสู่ความเป็นสากล
  1. การบริหารและตัดสินใจโดยยึดโรงเรียนเป็นฐาน(Administration and decision-making
based on school context) และเน้นกระบวนการเชิงระบบ
๓. การมีส่วนร่วม(Participation) ของผู้เกี่ยวข้อง
๔. การกระจายอำนาจ(Decentralization)
๕. ความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้(Accountability)
๖. ธรรมาภิบาล(Good governance)
สถานศึกษาควรมีค่านิยมการทำงานที่ชัดเจน และให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน เพื่อสร้างวัฒนธรรมการทำงาน         ที่เข้มแข็ง เป้าหมาย คือ คุณภาพของผู้เรียน ดังนั้น การบริหารจัดการสถานศึกษา ควรดำเนินการเน้นเชิงระบบ              ที่สามารถกำกับ ติดตาม ตรวจสอบได้คล่องตัว และควรเป็นระบบการบริหารจัดการที่มีมาตรฐานที่ยอมรับได้
การจัดระบบสารสนเทศของสถานศึกษา
อาจจะดำเนินการ ดังนี้
๑. แต่งตั้งคณะผู้รับผิดชอบดูแลระบบสารสนเทศของสถานศึกษา และจัดทำสารสนเทศให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
๒. ศึกษา และวิเคราะห์ความต้องการข้อมูลสารสนเทศ เป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และข้อมูลที่ต้องใช้ในการดำเนินงานต่าง ๆ ให้ครอบคลุม เพื่อให้สถานศึกษามีคุณภาพอยู่เสมอ
๓. กำหนดชนิดของสารสนเทศที่ต้องการ จัดทำสารสนเทศแต่ละชนิดให้ชัดเจน จัดกลุ่มสารสนเทศให้สะดวกต่อการนำไปใช้ และให้บริการสารสนเทศแก่ผู้เกี่ยวข้องนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
๔. เก็บรวบรวมข้อมูล ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยผู้รับผิดชอบแต่ละงาน แล้วบันทึกข้อมูลเข้าระบบฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์เป็นระยะ ๆ ตลอดปีการศึกษา ซึ่งระบบฐานข้อมูลควรต้องสามารถแปลงข้อมูลดิบ เป็นสารสนเทศที่พร้อมนำไปใช้งานได้
๕. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล โดยตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเป็นระยะ ๆ ให้มีความถูกต้องอยู่เสมอ และจัดทำข้อมูลให้เป็นปัจจุบันทุกรายการ
๖. ประมวลผลข้อมูลเป็นสารสนเทศ โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศสำหรับข้อมูลแต่ละรายการ
๗. จัดหมวดหมู่ และเก็บข้อมูลสารสนเทศ จัดกลุ่มข้อมูลสารสนเทศทั้งหมดให้เป็นหมวดหมู่ตามความเหมาะสม ให้สะดวกต่อการค้นหา และการนำสารสนเทศไปใช้ในการพัฒนาสถานศึกษา
๘. นำข้อมูลสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ เป็นการให้บริการข้อมูลสารสนเทศที่จัดเก็บ ที่สามารถเรียกใช้ได้ง่าย เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยผู้เกี่ยวข้อง และต้องจำกัดผู้ใช้ข้อมูล ให้สามารถเรียกใช้ข้อมูลเฉพาะส่วนที่ตนเกี่ยวข้องเท่านั้น
๙. ปรับปรุงข้อมูลสารสนเทศให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ โดยกำหนดวัน หรือระยะเวลาที่จะต้องปรับปรุงข้อมูลที่ชัดเจน
๑๐. ประเมินการให้บริการสารสนเทศอย่างน้อยปีละ ๑ ครั้ง เพื่อการปรับปรุงการให้บริการต่อไป
การดำเนินงานตามแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา
          สถานศึกษาอาจจะดำเนินการ ดังนี้
          ๑. ตรวจสอบแผนพัฒนาการศึกษาของสถานศึกษาที่เป็นแผนระยะยาว และโครงการที่กำหนดตามแผนพัฒนาฯ สำหรับปีที่จะทำแผนปฏิบัติการประจำปี ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่ม หรือลดโครงการที่กำหนดในแผนพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และตอบสนองกลยุทธ์ และวิสัยทัศน์ที่กำหนด แล้วกำหนดโครงการที่จะดำเนินการประจำปี
๒. กำหนดเป้าหมายการดำเนินโครงการ ที่ตรงกับค่าเป้าหมายสำหรับแต่ละมาตรฐานการศึกษา
๓. จัดสรรงบประมาณตามโครงการในแผนปฏิบัติการประจำปีให้เพียงพอต่อการดำเนินงาน
๔. จัดผู้รับผิดชอบโครงการเพื่อเขียนรายละเอียดของโครงการในแผนปฏิบัติการประจำปี
๕. เขียนแผนปฏิบัติการประจำปี ตามโครงการที่กำหนด โดยใช้รูปแบบการเขียนโครงการของสถานศึกษา
๖. ประชุมพิจารณาแผนปฏิบัติการประจำปี และปรับปรุง
๗. ขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาฯ
๘. จัดทำปฏิทินการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี
๙. จัดทำแผนผังคลี่มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา กับภาระงานปกติ และงานตามโครงการ
ของสถานศึกษา ซึ่ง ๑ งาน/กิจกรรม/โครงการ อาจจะตอบสนองหลายมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาได้  เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของสถานศึกษาที่จะดำเนินการต่อไปว่า มีงาน/กิจกรรม/โครงการที่เพียงพอในการที่จะพัฒนาสถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาหรือไม่ ถ้ามาตรฐานการศึกษามาตรฐานใดที่มีงาน/กิจกรรม/โครงการน้อยไป สถานศึกษาควรคิดงาน/กิจกรรมเพิ่ม เพื่อให้คุณภาพของสถานศึกษาเกิดขึ้นได้ตามเป้าหมายที่กำหนดในมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๑๐. ผู้รับผิดชอบตรวจสอบความพร้อมก่อนดำเนินโครงการ และดำเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการประจำปี และปฏิทินการปฏิบัติงาน เก็บข้อมูล และประเมินผลการดำเนินงานระหว่างการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการประจำปี
๑๑. ประเมินผลการปฏิบัติงานตามโครงการ เมื่อสิ้นสุดการดำเนินงานโครงการ และสรุปผลการ
ดำเนินงานโครงการตอบวัตถุประสงค์ เป้าหมายของโครงการ และตอบสนองมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๑๒. สรุป นำเสนอผลการดำเนินงานตามโครงการ และการตอบสนองมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
เมื่อสิ้นปีการศึกษา และรวบรวมปัญหาอุปสรรคของการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อการปรับปรุงในปีต่อไป
การจัดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษา
          อาจจะดำเนินการ ดังนี้
          ๑. แต่งตั้งคณะผู้รับผิดชอบในการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาตามมาตรฐาน
การศึกษาของสถานศึกษา
๒. กำหนดช่วงเวลาการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาปลายภาคเรียน ๆ ละ ๑ ครั้ง และแจ้ง
ให้ผู้รับผิดชอบทราบก่อนทำการติดตามตรวจสอบ
๓. ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาตามช่วงเวลาที่กำหนด
๔. แจ้งผลการติดตามตรวจสอบคุณภาพการศึกษาให้ผู้รับผิดชอบทราบ กรณีที่ผลการดำเนินงานยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของมาตรฐานการศึกษาที่กำหนด ผู้ติดตามตรวจสอบแจ้งให้ผู้รับผิดชอบปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น โดยมีกำหนดเวลาการแก้ไขที่ชัดเจน และเมื่อถึงกำหนด ผู้ตรวจติดตามทำการตรวจติดตามซ้ำ ถ้าผลการดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายแล้ว ผู้รับผิดชอบพัฒนาให้ดียิ่ง ๆ ขึ้น ก่อนสิ้นปีการศึกษา แต่ถ้าผลการดำเนินงานยังไม่ดีขึ้น แจ้งให้ผู้รับผิดชอบหาวิธีการแก้ไขใหม่ และดำเนินการติดตามตรวจสอบซ้ำอีก เมื่อถึงเวลาที่กำหนด
๕. สรุปรายงานผลการติดตามตรวจสอบให้ฝ่ายบริหารพิจารณา
๖. ผู้บริหารนำผลการติดตามตรวจสอบทุกงาน เข้าที่ประชุมฝ่ายบริหาร และหาทางแก้ไขให้งานทุกงานที่ยังบกพร่อง และมีผลการดำเนินงานที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด การแก้ไขอาจจะเป็นการจัดคน หรืออุปกรณ์ เครื่องมือเพิ่มเติม หรือปรับเปลี่ยน ให้แก่งานที่ยังไม่ค่อยสมบูรณ์ และติดตามผลต่อไป ทุกครั้งที่มีการประชุมฝ่ายบริหาร ควรมีการติดตามผลการดำเนินงานของสถานศึกษาที่ผ่านมา ซึ่งจัดให้มีการประชุมสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง หรือ ๒ สัปดาห์/ครั้ง เพื่อไม่ให้ข้อบกพร่องค้างอยู่นานโดยไม่มีการแก้ไข
 
 
 
การจัดให้มีการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
อาจจะดำเนินการ ดังนี้
          ๑. แต่งตั้งคณะกรรมการประเมินภายในซึ่งเป็นบุคลากรภายในสถานศึกษา และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่หน่วยงานต้นสังกัดขึ้นทะเบียนไว้ เข้ามามีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการประเมินคุณภาพภายใน รวมคณะกรรมการประเมินมีจำนวน ๓ คน
๒. คณะกรรมการประเมินภายในเตรียมการประเมินภายใน เตรียมเครื่องมือการประเมิน (ใช้เครื่องมือการประเมินเท่าที่จำเป็น) ศึกษาเกณฑ์การตัดสินคุณภาพสำหรับแต่ละมาตรฐานการศึกษาที่สถานศึกษาดำเนินการมาตลอดปีการศึกษา กำหนดช่วงเวลาการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษา และแจ้งให้ผู้รับผิดชอบงานต่าง ๆ ในสถานศึกษาทราบ
๓. ดำเนินการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยใช้วิธีสังเกต สัมภาษณ์ และตรวจสอบร่องรอยหลักฐาน เพื่อให้ได้ผลการประเมินที่ตรงกับสภาพความเป็นจริงของสถานศึกษา เพื่อสถานศึกษาจะได้มีข้อมูลที่ตรงกับความเป็นจริง เป็นประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาคุณภาพของสถานศึกษาในปีต่อไป
๔. รวบรวมข้อมูลผลการประเมินส่งให้ผู้รับผิดชอบในการเขียนรายงานการประเมินภายในประจำปี เพื่อเขียนรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา (SAR) ต่อไป
การจัดทำรายงานประจำปีที่เป็นรายงานประเมินคุณภาพภายใน
          สถานศึกษา อาจจะดำเนินการ ดังนี้
๑. สถานศึกษาสรุปข้อมูลผลการประเมินภายใน และจัดทำรายงานการประเมินตนเองที่สะท้อนมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
          ๒. นำผลการประเมินคุณภาพภายในมาจัดทำรายงานคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาประจำปีการศึกษา กรอบการเขียนรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา โดยอาจจะศึกษารูปแบบการเขียนรายงานจากเอกสาร “แนวทางการเขียนรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา Self - Assessment Report (SAR)” ที่เผยแพร่โดย สพฐ. ซึ่งอาจจะประกอบด้วยเนื้อหา ๔ ส่วน ได้แก่
๒.๑ ข้อมูลพื้นฐานของสถานศึกษา
๒.๒ ผลประเมินตนเองของสถานศึกษา      
๒.๓ สรุปผลแนวทางการพัฒนา และความต้องการการช่วยเหลือ                
๒.๔ ภาคผนวก
๓. เสนอรายงานการประเมินตนเองต่อคณะกรรมการสถานศึกษาฯ พิจารณาและให้ความเห็นชอบ
๔. นำเสนอรายงานการประเมินตนเองต่อหน่วยงานต้นสังกัด และเตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอกต่อไป
๕. เผยแพร่รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาต่อสาธารณชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
การจัดให้มีการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
          ๑. สร้างความตระหนักให้แก่คณะครู และผู้เกี่ยวข้องทุกคนในเรื่องการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา และให้มีการดำเนินการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และปฏิบัติให้เป็นงานปกติอย่างต่อเนื่องตลอดปีการศึกษา
๒. นำผลการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาปีที่ผ่านมา มาวิเคราะห์หาจุดบกพร่อง แล้วให้มีการวางแผน และพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้นกว่าเดิมอย่างต่อเนื่อง
๓. จัดให้ผู้รับผิดชอบหลัก งานประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานจากสถานศึกษาที่มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาที่เข้มแข็ง และนำแนวทางที่ดีของสถานศึกษานั้น ๆ มา          บูรณาการพัฒนางานประกันคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
การประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาแบบองค์รวม (holistic assessment)
การประเมินคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาแนวใหม่ เป็นการประเมินแบบองค์รวม ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการประเมินที่สอดคล้องกับการปฏิรูประบบการประเมิน และการประกันคุณภาพการศึกษา ใช้การประเมิน ผลลัพธ์เชิงสถาบัน (institution  effectiveness) เน้นการดูผลลัพธ์ของความสำเร็จในภาพรวม แนวทางการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการประเมินตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา มุ่งเน้นกระบวนการตัดสินคุณภาพของสถานศึกษาโดยการใช้เกณฑ์การประเมินในภาพรวม (holistic rubrics) เป็นการประเมินและตัดสินผลตามหลักการตัดสินโดยผู้เชี่ยวชาญ (expert judgment) ซึ่งเป็นการให้คะแนนผลงาน หรือกระบวนการ ที่ไม่แยกส่วน หรือแยกองค์ประกอบในการกำหนดเกณฑ์การประเมิน แต่เป็นการประเมินในภาพรวมของผลการดำเนินงาน หรือกระบวนการดำเนินงานนั้นๆ ซึ่งการประเมิน แบบภาพรวม (holistic rubrics) เป็นการประเมินในภาพรวมของทุกลักษณะในการปฏิบัติงาน สะดวก และเป็นผลดีต่อทั้งผู้ประเมิน และผู้รับการประเมิน แต่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถ และทักษะในการประเมินของผู้ประเมิน ที่ต้องศึกษาและรวบรวมข้อมูลในภาพรวมทั้งหมด นอกจากนี้ผู้ประเมินจำเป็นต้องมีความรู้อย่างรอบด้าน อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันในคณะผู้ประเมิน เพื่อการตัดสินใจให้ระดับคุณภาพ จะไม่ใช้การให้คะแนนตามความคิดเห็นของคนใดคนหนึ่ง
          การประเมินแบบภาพรวม (holistic rubrics) กับการประเมินแบบแยกองค์ประกอบ (analytic rubrics) มีข้อประเด็นสำคัญ ดังนี้
การประเมินในภาพรวม (holistic) การประเมินแยกองค์ประกอบ (analytic)
๑. ประเมินในภาพรวม ๑. ประเมินแยกเป็นประเด็นย่อย
๒. ให้คะแนนสิ่งที่ต้องการวัดประเมินแบบกว้าง ๆ โดยรวม ๑ ค่า ๒. ให้คะแนนสิ่งที่ต้องการวัดประเมินแบบแบ่งแยกส่วนสำหรับแต่ละองค์ประกอบจำเป็น หรือลักษณะสำคัญ
๓. ประเมินผลงาน หรือกระบวนการปฏิบัติงานที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ๓ .ใช้ประเมินผลงาน หรือกระบวนการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนและต้องใช้มิติ/เกณฑ์หลายด้าน สำหรับใช้บ่งชี้คุณภาพของงานจึงจะคลอบคลุมและชัดเจน
๔. มีความรวดเร็วในการประเมิน และการตัดสินใจ ๔. ให้ความสำคัญในการประเมินแต่ละประเด็น จึงใช้เวลาในการประเมิน
๕. ผู้ประเมินจำเป็นต้องมีทักษะ และความรู้รอบด้าน ๕. ผู้ประเมิน ประเมินทีละประเด็น/ด้าน ตามที่กำหนด
นอกจากนี้ การประเมินแบบองค์รวมทำให้มีความสะดวกและเป็นผลดีต่อทั้งผู้ประเมิน และผู้รับการประเมิน แต่ต้องอาศัยความรู้ความสามารถ และทักษะในการประเมินของผู้ประเมินที่ต้องศึกษา และรวบรวมข้อมูลในองค์รวมทั้งหมด นอกจากนี้ผู้ประเมินจำเป็นต้องมีความรู้อย่างรอบด้าน อาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันในคณะผู้ประเมินเพื่อการตัดสินใจให้ระดับคุณภาพ จะไม่ใช้การให้คะแนนตามความคิดเห็นของคนใดคนหนึ่ง ซึ่งมีแนวทางการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ดังนี้
๑. สถานศึกษาควรวางแผนกำหนดขั้นตอน และดำเนินการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ดังนี้
    ๑.๑ ขั้นตอนก่อนการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา
๑) ศึกษา ทำความเข้าใจ วางแผน กำหนดกรอบแนวทางการประเมินคุณภาพภายในตาม
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
๒) วิเคราะห์มาตรฐาน เกณฑ์การประเมิน กำหนดวิธีการประเมิน แหล่งข้อมูล แนวคำถาม
เพื่อเป็นแนวทางในการเก็บรวบข้อมูล
     ๑.๒ ขั้นตอนระหว่างการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา
๑) ชี้แจงขั้นตอน วิธีการประเมินแก่ผู้บริหาร ครู และผู้เกี่ยวข้อง ที่จะรับการประเมิน
๒) เก็บรวบรวมข้อมูลตามวิธีการประเมิน และแหล่งข้อมูลตามที่ได้วางแผนไว้ ทั้งนี้ ต้อง
ใช้วิธีการประเมิน และแหล่งข้อมูลที่หลากหลายตามบริบทของสถานศึกษา ตามความเหมาะสม และความเพียงพอต่อประเด็นพิจารณา
๓) ให้ระดับคุณภาพการประเมินแต่ละมาตรฐานโดยการสังเกต สัมภาษณ์ และตรวจสอบ
ร่องรอย จากหลักฐาน ข้อมูล จากแหล่งต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมได้ และเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด
     ๑.๓ ขั้นตอนหลังการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา
๑) สรุปและเขียนรายงานผลการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
๒) ขอความเห็นชอบรายงานการประเมินตนเองต่อคณะกรรมการสถานศึกษาฯ
๓) นำเสนอรายงานผลการประเมินตนเองต่อต้นสังกัด
๔) เผยแพร่ผลการประเมินคุณภาพภายในตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา แก่
ผู้เกี่ยวข้องใน สถานศึกษา นอกสถานศึกษา
๕) นำผลการประเมินคุณภาพภายในไปใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงและพัฒนาคุณภาพของ
สถานศึกษาในปีต่อไป และเตรียมรับการประเมินคุณภาพภายนอกต่อไป
การเตรียมการเพื่อการประเมินตนเอง
          ในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ตลอดปีการศึกษาสถานศึกษาต้องเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาเป็นระยะ ๆ และแก้ไขข้อบกพร่อง หรือทำให้ดีขึ้น ตามความเหมาะสมของข้อมูลแต่ละลักษณะ ในการนี้ สถานศึกษาควรเตรียมเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูล และสรุปข้อมูลตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยวิเคราะห์ประเด็นการพิจารณาสำหรับแต่ละมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา แล้วกำหนดเกณฑ์การตัดสินคุณภาพ และเกณฑ์การตัดสินคุณภาพสำหรับแต่ละมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยอาจจะดำเนินการ ดังนี้
  1. วิเคราะห์ประเด็นการพิจารณาของแต่ละมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา เป็นประเด็นย่อย
เพื่อการตรวจสอบการดำเนินงานของสถานศึกษา
  1. จัดทำเกณฑ์การตัดสินคุณภาพของการตรวจสอบประเด็นต่าง ๆ และควรให้อิสระแก่ครูที่รับผิดชอบ
ทำหน้าที่ตรวจสอบ ดังนี้
๒.๑ จัดทำเกณฑ์การตัดสินคุณภาพแต่ละประเด็นการพิจารณาของแต่ละมาตรฐานการศึกษาของ
สถานศึกษา สำหรับนักเรียนแต่ละระดับชั้น และแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ จะมีเกณฑ์การตัดสินคุณภาพแตกต่างกัน ตามสภาพ วัยของผู้เรียน และธรรมชาติของกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งผู้ทำเกณฑ์การตัดสินคุณภาพต้องอธิบาย และบอกหรืออธิบายที่มาของเกณฑ์ที่ตนกำหนดขึ้นและใช้ตัดสินผู้เรียนที่รับผิดชอบได้
     ๒.๒ จัดทำเกณฑ์การตัดสินคุณภาพในภาพรวมของแต่ละมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
     ๒.๓ จัดทำเกณฑ์การสรุปผลการตัดสินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาในภาพรวมทั้งหมด (รวมทุกมาตรฐานการศึกษา)
ในการจัดทำเกณฑ์ตัดสินคุณภาพ ผู้รับผิดชอบควรศึกษาเกณฑ์การประเมินในเอกสาร “คู่มือการประเมินคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษา” และเกณฑ์การประเมินต่าง ๆ จากแหล่งอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับประเด็นการประเมินของสถานศึกษาที่ได้วิเคราะห์ไว้ เช่น จากสำนักวิชาการฯ สพฐ. ฯลฯ ที่มีการเผยแพร่ ประกอบในการจัดทำเกณฑ์การประเมินประเด็นต่าง ๆ ของสถานศึกษา
  1. จัดทำแบบบันทึกผลการตัดสินคุณภาพแต่ละประเด็นการพิจารณาของแต่ละมาตรฐานการศึกษา
ของสถานศึกษา
  1. จัดทำแบบสรุปข้อมูลผลการตัดสินคุณภาพแต่ละประเด็นการพิจารณา และแบบสรุปผลการ
ประเมินแต่ละมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา